การพัฒนาระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบเพื่อรายงานการรักษาผู้ป่วยในงานการพยาบาลเรือนจำ

Loading...
Thumbnail Image

Date

Journal Title

Journal ISSN

Volume Title

Publisher

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ บัณฑิตวิทยาลัย.

Abstract

การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการระบบเวชระเบียน ของงานการพยาบาลเรือนจำ 2) พัฒนาระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบเพื่อการรายงานการรักษาผู้ป่วยในงานการพยาบาลเรือนจำ และ 3) ศึกษาผลของการใช้ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบเพื่อการรายงานการรักษาผู้ป่วยในงานการพยาบาลเรือนจำ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง คือพยาบาล ในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเรือนจำกรมราชทัณฑ์ สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 10 คน ทำการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึก และวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง .60-1.00 ใช้สถิติเชิงพรรณนา ระยะที่ 2 ออกแบบระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบด้วยโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล ตามรูปแบบ SDLC ระยะที่ 3 ประเมินผลของระบบเวชระเบียนต้นแบบ ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเรือนจำกลางบางขวางทุกคน จำนวน 38 คนด้วยแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง .60-1.00 ใช้สถิติเชิงพรรณนาเปรียบเทียบผลการทำงานของระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ใช้สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ของกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน เพื่อดูว่ามีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับนัยสำคัญที่ .05ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการใช้เวชระเบียนกระดาษโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.37, SD = .67) รายด้านพบว่า (1) ด้านการจัดการเวชระเบียนกระดาษอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, SD = .61) พบว่า ข้อเวชระเบียนกระดาษใช้พื้นที่จัดเก็บมากกว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.90, SD = .30) (2) ด้านความต้องการใช้เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ใน ระดับมาก(M = 4.40, SD = .59 พบว่า ข้อเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความเสี่ยงของเวชระเบียนกระดาษ ในเรื่องหาย,อ่านไม่ออกอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.80, SD = .40) และ (3) ด้านปัญหาการใช้เวชระเบียนกระดาษอยู่ในระดับมาก (M = 4.17,SD = .82) พบว่า มี 2 ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมาก คือ ลายมือเขียนไม่ชัดเจนอ่านไม่ออก อยู่ในระดับมาก (M = 4.50, SD = .67) และต้องใช้เวลานานในการค้นหาประวัติในอดีต อยู่ในระดับมาก (M = 4.50, SD = .50) 2) ออกแบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบจากผลการศึกษาในระยะที่ 1 โดยใช้การออกแบบโดยเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ตามรูปแบบ วงจรการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์หรือระบบสารสนเทศแล้วทำการทดสอบระบบหาข้อผิดพลาด ทำการแก้ไขแล้วติดตั้งระบบใช้งาน และ 3) ประเมินผลระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบ พบว่า ความคิดเห็นต่อผลการทำงานในภาพรวมก่อนใช้งานจริงอยู่ในระดับมาก(M = 4.08, SD = .86) และหลังใช้งาน 30 วัน อยู่ในระดับมาก (M = 4.23, SD = .74) โดยความคิดเห็นด้านความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.57, SD = .62) และเมื่อเปรียบเทียบเปรียบเทียบระยะก่อนใช้งาน จริงและระยะหลังใช้งานจริง 30 วัน ด้วยสถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน เพื่อดูว่ามีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่า ค่าเฉลี่ยหลังใช้งานระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบสูงกว่าก่อนการใช้งาน ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 4.73, p = .000052)องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ คือ ได้ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้นแบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ลดต้นทุนเวลาและทรัพยากร ปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของข้อมูล อีกทั้งยังสร้างประสิทธิผลที่ชัดเจนต่อการปฏิบัติงาน และมีแนวโน้มที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้ อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถพัฒนานำไปใช้งานในเรือนจำอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

Description

วิทยานิพนธ์ (ส.ด.(การจัดการระบบสุขภาพ)) -- มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2568

Citation

Endorsement

Review

Supplemented By

Referenced By

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับ ศูนย์คอมพิวเตอร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
(Valaya Alongkorn Rajabhat University under the Royal Patronage)

02-529-1967| arit@vru.ac.th
สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์
free counter