การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ป่าชุมชนรองคำแดง บ้านคำแคน ตำบลคำสร้างเที่ยง อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์
| dc.contributor.author | สุธี พรรณหาญ | |
| dc.date.accessioned | 2569-01-16T06:40:19Z | |
| dc.date.issued | 2016-01-01 | |
| dc.description.abstract | การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาที่ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชในป่าชุมชน ร่องคำแดง 2) ศึกษาการใช้ประโยชน์โดยภูมิธัญญาท้องถิ่นของคนในชุมชนจากป่าชุมชนร่องคำแดง 3) พัฒนาหลักสูตรค่ายการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมบูรณาการทักษะทางสังคมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่ออนุรักษ์ความความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาห้องถิ่นในป่าชุมชนและ 4) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรค่ายการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมบูรณาการทักษะทางสังคม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่ออนุรักษ์ความความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาห้องถิ่นในป่าชุมชน โดยการเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจ ความตระหนัก และพฤติกรรมในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนในระยะก่อนอบรม ระยะหลังอบรม และ ระยะติดตามผล 1 เดือน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลการวิจัยนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชในป่าชุมชน โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ นายก และสมาชิกองการบริหารส่วนตำบลคำสร้างเที่ยงปราชญ์ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการป่าชุมชน วัฒนธรรมอำเภอสามชัย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน นักริชาการสาธารณสุข พระ ครูโรงเรียนสามชัย พิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 27 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแบบสำรวจความหลากหลายของชนิดพันธ์พีช วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยค่าร้อยละ และ ค่าเฉลี่ย ระยะที่ 2 การศึกษาการใช้ประโยชน์โดยภูมิปัญญาห้องถิ่นของคนในชุมชนจากป่าชุมชนร่องคำแดงปราชญ์ชุมชน วัฒนธรรมอำเภอสามชัย ผู้อำนวยการสาธารณสุขอำเภอสามชัย พระ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บรวมรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ระยะที่ 3 การพัฒนาหลักสูตรค่ายการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมบูรณาการทักษะทางสังคมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่ออนุรักษ์ความความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาห้องถิ่นในป่าชุมชนร่องคำแดง ดำเนินการจัดสนทนากลุ่มกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นปราชญ์ชุมชน หมอพื้นบ้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ครู พระสงฆ์ นักวิชาการสาธารณสุข นักวิชาการสิ่งแวดล้อม นักวิชาการด้านการศึกษา จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบมาตราส่วนประเมินค่าตามแนวคิดของลิเคิร์ท ระยะที่ 4 การศึกษาผลการใช้หลักสูตรการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมบูรณาการทักษะทางสังคมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่ออนุรักษ์ความความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในป่าชุมชนร่องคำแดง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสามชัยพิทยาคม สังกัดสำนักงานเซต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 จำนวน 97 คน จำนวน 3 ห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสามชัยพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 จำนวน 42 คน จำนวน 1 ห้อง จาก 3 ห้องเรียน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มโดยการจับสลากห้องเรียนโดยใช้ห้องเป็นหน่วยสุ่ม และเจาะจงเลือกนักเรียบคนที่มีความสนใจ ที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตรค่ายการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมบูรณาการทักษะทางสังคมตามหลักหลีกปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่ออนุักษ์ควาบความหลากหลายทางชีวภาพ และ ภูมิปัญญาห้องถิ่นในป่าชุมชนร่องคำแดง 2) แบบวัตจิตสำนึกการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน ประกอบด้วย ด้านความรู้ครามเข้าใจในการอบุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน มีค่ำความยากง่ายตั้งแต่ 41 ถึง 85 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่.41 ถึง .83 มีค่ำความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 89 ด้านความตระหนักต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 51-82 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 92 และด้านหฤติกรรมการปฏิบัติในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน โดยมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 53 ถึง.81 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 88สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ F - test (IMANONA) ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่โดยใช้สถิติของ Scheffe ผลการวิจัยพบว่า 1. จากการสำรวจพืขกินได้ในป่าชุมชนร่องคำแดง 3 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นพืชที่อยู่ในวงท์ ANNONAYEAE และ LEGUMINOSAE PAPLONOIDEAE วงศ์ละ 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 4.9 รองลงบาวะท์ CAPPARACENE GUTTIVERAE LEGUMINOSAE CAESNIPNOIDEAE วงศ์ละ 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 39 วงศ์ ARACEAE BIGNONACENE EHENACEE ELPHORRIACEAE MELJACEAE FUTACEAE SAPNDACEAE และ VITACEAE วงศ์ละ 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 29 ตามลำดับพีชที่สำรวจได้ส่วนใหญ่ใช้ส่วนยอดมาเป็นอาหารมากที่สุด จำนวน 49 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 50.47) รองลงมาโช้โบ จำนวน 43 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 4420)ใช้ผล จำนวน 38 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 39.14) ใช้ดอก จำนวน 25 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 25. ใช้เพื้อ ติดเมล็ด/เมล็ดเป็นอาหาร จำนวน 21 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 2163) ใช้หัว, หัน/สำหัน, และหน่อเป็นอาหารจำนวนอย่างละ 5 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 5.15) ใช้เหง้าและรากเป็นอาหาร จำนวน 4 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 412) ใช้เปลือกเป็นอาหาร จำนวน 2 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 206) และใช้เถาเป็นอาหาร จำนวน 1 ชนิด (คิดเป็นร้อยละ 1.03) 2. ประชาชนในชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าจุมชนโดยภูมิปัญญาห้องถิ่น โดย 1) การฟึ่งพิงใช้ประโยชน์ทางตรง ได้แก่ ใช้สำหรับเป็นแหล่งผลิตอาหาร ยารักษาโรค สร้างที่อยู่อาศัย และใช้ในการประกอบประเพณีพิธีกรรมต่างๆ 2) การพึ่งฟิงใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ สร้างสภาพแวดล้อม ที่ดีให้กับ ชุมชนและเป็นแหล่งซับน้ำให้ความชุ่มขื้นกับพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยการประกอบพิธีสืบขะตาป่าบริเวณตอนปู่าในป่าชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติสำหรับประชาชน เยาวขนในโรงเรียนใกล้เคียง และการนำองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพจากปราชญ์ชาวบ้านมาจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม สำหรับประชาชนโนชุมชน และเยาวขนในท้องถิ่น หรือผู้สนใจ โดยนในชุมชนได้จัดกิจกรรมการดูแลรักษาป่าขุมชนโดยผ่านการประกอบพิธีการสืบชะตาป่าชุมชน การบวชป่า และการเฝ้าระวังดูแลป่าชุมชนของคนในชุมชนโดยความสมัครใจ 3. หลักสูตรค่ายการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมบูรณาการทักษะทางสังคมหามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจหอเพียงใช้รูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงแบ่งออกเป็น 4 ชั้น คือ ชั้นประสบการณ์ตรง ขั้นการคิดหบหวนและสะท้อนกลับ ขั้นสร้างบทสรุป/ความคิครวบยอด และชั้นการนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ โดยบูรณาการร่วมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบหลักสูตรโดยผู้เชียวขาญโดยภาพรวม และรายด้าน ได้แก่ ด้านวัตถุประสงค์ ด้านเนื้อหา/สาระสำคัญ ด้านการจัดกิจกรรม ด้านสือและแหล่งเรียนรู้ด้านการวัดและประเมินผลอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการใช้หลักสูตรค่ายการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมบูรณาการทักษะทางสังคมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ความเข้าใจ ความสระหนักและพฤติกรรมในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางขี้วภาพในป่าชุมชนใบระยะติดตานผล 1 เดือนและระยะหลังอบรมสูงกว่าระยะก่อนอบรม (P:001) แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศกับช่วงเวลาการวัดผลต่อการมีความรู้ ความเข้าใจความคระหนัก และพฤติกรรมในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาหในป่าชุมชน | |
| dc.description.sponsorship | รายงานวิจัยสนับสนุนโดย สำนักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา | |
| dc.identifier.uri | https://dspace.vru.ac.th/handle/123456789/62 | |
| dc.language.iso | Thai | |
| dc.publisher | มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์.สถาบันวิจัยและพัฒนา. | |
| dc.rights | มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ | |
| dc.subject | แหล่งเรียนรู้ในชุมชน | |
| dc.subject | การเรียนรู้ทางสังคม | |
| dc.subject | สิ่งแวดล้อม--การศึกษาและการสอน | |
| dc.subject | ชุมชน--แง่สังคม | |
| dc.title | การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ป่าชุมชนรองคำแดง บ้านคำแคน ตำบลคำสร้างเที่ยง อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ | |
| dc.title.alternative | Development of learning center for Rong Kham Daeng community forest of Kham Kaen village in Kam Sang Teang subdistrict, Samchai district, Kalasin province | |
| dc.type | Research |